Thursday, July 14, 2011

แก้วมังกร ภาคเจ๊ง


มาเล่าเรื่องแก้งมังกรกันดีกว่า  จะว่าไปก็เดิมๆ แหล่ะครับ เป็นพืชที่ปลูกแล้วได้ผลผลิตค่อนข้างเร็ว คือประมาณ 1 ปี ก็ ออกลูก ขายกันได้ ประสบการณ์ตรงอีกแล้วครับ

เมื่อแรกเริ่ม ปลูกแก้วมังกรเป็นเจ้าแรกๆ ใน อ.ภูเรือ ครับ ผลผลิตล็อตแรก เป็นที่สนใจมาก เพราะแก้วมังกร เป็นผลไม้ที่แปลกใหม่ ในแถบนี้ ทั้งยังมีรสชาดหวานๆ เปรี้ยวนิด พอประมาณ เมื่อประมาณ  6-7 ปีที่ผ่านมา แก้วมัง ราคาดีมาก อยู่ที่ราว 30 บาท/กก. นี่ราคาออกจากสวนเลยนะครับ ปลูกแค่ร้อยหลัก  อาทิตย์หนึ่งเก็บได้ 1 ครั้ง รายได้ ตกอาทิตย์ละ 60,000 บาท รายได้ดีทีเดียวเลยใช่ไหมครับ ตอนนั้นก็ขยายสวนปลูกเพิ่มไปด้วย ขายกิ่งพันธุ์ไปด้วย สนุกครับเห็นตัวเงินแล้วก็หายเหนื่อย พอคนเริ่มรู้จัก ก็เริ่มปลูกตามๆกันเหมือนทุกครั้งนั่นแหล่ะครับ

พอนึกออกแล้วใช่ไหมครับ เกิดอะไรขึ้น 5555
เหมือนทุกๆครั้งครับ เจ๊งครับ ตอนนี้ปลูกหลายร้อยหลัก รายได้แค่หมื่นต้นๆ หรือไม่กี่พัน ในบางงวด

เฮ่ออ  ตอนนี้แก้วมังกรจากสวน ลูกเล็ก กก. ละ 3-5 บาท  ลูกใหญ่ กก. ละ 8 บาท
เหนื่อยกับราคาจังเลยครับ ต่อไปอนาคตแก้วมังกรจะเป็นยังไงหนอ

Monday, July 11, 2011

กระทกรกภาคเจ๊ง


ต่อมาจากภาคที่แล้ว กระทกรกภาคทำเงิน คนที่เริ่มปลูกกระทกรกเจ้าแรกๆ ก็ร่ำรวยกันไป ซื้อรถ ได้บ้าน ไปเรียบร้อย พอเริ่มมีคนเห็นว่า กระทกรกคือตัวเงินตัวทอง คนก็เริ่มเห่อเจ้ากระทกรกขึ้นมากันทั้งอำเภอกันเลยทีเดียว กล้ากระทกรกขายดิบขายดี จากที่เคยทำข้าวโพด ขิง หรือพืชการเกษตรอื่นๆ ก็หันมาทำ กระทกรกกันหมด ใครๆ ก็หวังจะรวยด้วยกระทกรก ชาวบ้านต่างพากันตัดต้นไผ่ ที่มีอยู่ตามริมลำธารที่เคยร่มรื่นกลายเป็นโล่งเตียน ไม้ไผ่ที่ว่าเอามาทำเป็นค้างกระทกรก  และแน่นอนที่สุด ไม้ไผ่ก็ราคาแพงไปด้วย

กระทกรกเป็นพืชอายุสั้น ให้ผลผลิตไว ประมาณ 8 เดือน ก็ออกผลผลิต
ปีที่แล้ว กระทกรก กิโลกรัมละ ประมาณ  12 บาท
และแน่นอน เมื่อผลผลิต ออกสู่ตลาดมากขึ้น ราคา ย่อมตกต่ำลง  ข้อนี้เป็นความรู้ง่ายๆ ที่เกษตกรส่วนใหญ่ไม่เคยคิดถึงเลย หรืออาจจะรู้แต่ก็คิดว่าเอาน่า ตลาดยังมีพื้นที่อีกเยอะ

ผลเป็นไปตามที่คาดคิด คนส่วนใหญ่ในพื้นที่ปลูกกระทกรกกันแทบจะทุกหลังคาเรือน ปลูกคนละหลายร้อยหลัก หลายไร่ และทุกคนคิดว่า คราวนี้ รวยแน่ๆ ผลผลิตออกมาพร้อมๆกัน เยอะมากกกกกกกก

คนรับซื้อกระทกรกยิ้มแฉ่ง  สวยเลือกได้แล้วปีนี้  กระทกรกจากกิโลกรัมละ 12 บาท ลดลงมาเรื่อยๆ จนถึง กิโลละ บาท เลือกเฉพาะลูกสวยๆ โตๆ เท่านั้น  ชาวสวนเริ่มหน้ามืด  เวียนหัว อ้าวแล้วค่าปุ๋ยที่ซื้อด้วยเงินเชื่อมา ค่าเสาไม้ไผ่ ค่าเชือกขึงทำค้าง ยาฆ่าหญ้าอีก นี่ยังไม่คิดค่าแรงเลยนะ ค่าจ้างคนปลูกอีก โอยยยจะเป็นลม

ปัจจุบันอนุสรณ์สถานเหล่านั้น(ค้างกระทกรก)ถูกทิ้งร้างไว้ข้างถนน ผลกระทกรกที่ไม่มีใครมารับซื้อ และไม่มีการแปรรูปเพื่อขายเลย ...ว่าแล้วก็คิดไปถึงงานแก้วมังกรที่จะจัดขึ้นเร็วๆนี้ที่........ น่าจะเอากระทกรกมามีส่วนร่วม เพื่อแก้ไขปัญหากระทกรกขายไม่ออกบ้างนะ  น่าอ่อนใจที่ไม่มีคนที่มีวิสัยทัศน์ อยู่ในองค์กรที่จะมาช่วยเหลือปัญหาเหล่านี้เลย  เพราะจุดเด่นของงานนี้ก็คงจะมีแค่ การแข่งขันกินแก้วมังกร และหมอลำซิ่ง เฮ้อ คิดแล้วอ่อนเพลีย

ปล. สรุปว่าปีนี้ ข้าวโพดและขิง มีราคา เพราะคนปลูกน้อย  เมื่อไม่นานมานี้มันสำปะหลังราคาดี คนแห่กันปลูกอีกแล้ว คนปลูกทีหลังเตรียมเจ๊งแน่นอนหมอมีฟันธง อิอิ

Thursday, May 19, 2011

ใบบัวบกกับความจำ

ผมคนหนึ่งที่เป็นคนที่ไม่รักการทานผักเอาเสียเลย ยิ่งตอนเด็กๆที่โดนพ่อบังคับกินผัก ผัก ๆๆๆๆ แทบทุกครั้งที่นั่งล้อมวงทานข้าว ยิ่งทำให้รู้สึกว่าเจ้าผักพวกนี้น่ารังเกียจจัง  แต่พอโตขึ้นความรู้ใหม่ๆก็บังเกิดขึ้น ตามบทความสุขภาพต่างๆเพราะผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบออกกำลังกาย กับเป็นคนชอบอ่านนั่น นี่ โน่น ไปเรื่อยเริ่มมองเห็นความรักที่พ่อบังคับกินผักมากขึ้น ผมรักพ่อที่สุดเลย รู่งี้พ่อน่าจะอธิบายให้ฟังมั่งนะว่าทำไมต้องกินผัก ผมจะได้กินตั้งกะเด็กๆ เข้าเรื่องหน่อยละกันครับวันนี้ผมจะมาเล่าถึงเจ้าผักใบเขียวตัวหนึ่งที่ผมว่า กินยากเลยล่ะ แต่ก็ยังดีกว่ากระเทีมสดนะ นั่นก็คือ ใบบัวบก  ครับ

ใบบัวบก เป็นพืชสมุนไพรชนิดหนึ่งของคนไทยเลยครับ เป็นพืชเลื้อยคลุมดิน ปลูกง่ายจะโยนลงพื้นให้เกิดเอง ขึ้นแปลงปลูกเหมือนผักหรือจะจับยัดกระถางตั้ง แขวนได้ทั้งนั้นครับ ชอบอยู่กลางแจ้งมีแสงถึง

 มาดูประวัติกับชื่อที่เป็นทางการของใบบัวบกกันครับ
มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ คือ Centella asiatica และมีชื่อภาษาอังกฤษ คือ Tiger's herb ซึ่งมาจากการที่เสือบาดเจ็บ มักจะลงกลิ้งไปกลิ้งมาบนต้นบัวบกที่เลื้อยปกคลุมดิน เพื่อรักษาแผลให้ตัวเอง อ้าวที่แท้เสือก็ใช้แก้ฟกช้ำเหมือนคนด้วยแหะ


ผู้คนส่วนมากทราบกันว่าเป็นสมุนไพรมีสรรพคุณแก้อาการช้ำใน แต่ในทางการแพทย์แผนโบราณยังมีการกล่าวถึงสรรพคุณด้านการบำรุงประสาท ลดความบกพร่องในเรื่องการเรียนรู้และความจำ



จากการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาและฤทธิ์ป้องกันภาวะสมองเสื่อมของบัวบก ในวิทยานิพนธ์ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาสรีรวิทยาทางการแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ของคุณธนียา หาวิเศษ ในปี พ.ศ. 2549
ทดลองให้สารสกัดน้ำบัวบกแก่หนูตั้งแต่ 100, 300 และ 600 ม.ก. ต่อน้ำหนักตัว (ก.ก.) เป็นเวลา 3 สัปดาห์ พบว่าสารสกัดบัวบกขนาด 100 ม.ก. ต่อน้ำหนักตัว (ก.ก.) มีฤทธิ์คลายความกังวล นอกจากนั้นยังพบว่าสารสกัดขนาด600 ม.ก. ต่อน้ำหนักตัว (ก.ก.) มีผลเพิ่มการเรียนรู้และความจำของหนูที่ใช้ทดลองดังนั้น การศึกษานี้จึง สนับสนุนความน่าเชื่อถือในสรรพคุณของบัวบกตามแนวทางการแพทย์แผนโบราณ ดังกล่าว
สมุนไพรไทยใกล้ตัวที่มีประโยชน์ หาซื้อง่าย หรือจะปลูกเองก็ไม่ยุ่งยากอย่างบัวบก สามารถนำมาประกอบอาหารรับประทานได้หลากหลาย โดยนำมาทำเป็นผักจิ้ม ผักเคียง หรือคั้นแล้วดื่มน้ำจากใบบัวบก ก็บำรุงสมองได้ง่ายๆ ด้วยวิธีธรรมชาติ แถมราคาประหยัดอีกด้วย

นั่นแฟนใครที่เป็นคนขี้หลงขี้ลืมโดยฌฉพาะสาวๆ อย่าลืมแสวงหามาทานนะครับ เพราะนอกจากช่วยเรื่องบำรุงสมองแล้ว การทานผักสดยังช่วยระบบขับถ่ายและช่วยลดความอ้วนได้ด้วยครับ

Tuesday, February 15, 2011

กระเจี๊ยบ ประโยชน์มากมายที่ไม่ใช่ลูกเจี๊ยบ


กระเจี๊ยบ เป็นพืชล้มลุกในฤดูฝน เป็นผักที่ปลูกง่าย ไม่ต้องดูแลรักษาก็เจริญเติบโตได้ ปลอดภัยจากสารพิษ ต้นสูงประมาณ 2 เมตร ดอกกระเจี๊ยบสีเหลืองสามารถใช้เป็นไม้ประดับ มีผลเป็นฝักยาวประมาณ 3-4 นิ้ว มีคุณค่าทางโภชนาการ เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก วิตามินเอ วิตามินซี ไนอะซีน มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Hibiscus sabdariffa L. อยู่ในวงศ์ของ MALVACEAE ชื่อสามัญว่า Jamaica Sorrel, Red Sorrel, Roselle, Rozelle ส่วนชื่ออื่นเรียกว่า กระเจี๊ยบ กระเจี๊ยบเปรี้ยว (กลาง) ผักเก็งเค็ง ส้มเก็งเค็ง ส้มตะเลงเครง (ตาก) ส้มปู (เงี้ยว แม่ฮ่องสอน) ส้มเก็ง (เหนือ) ส้มพอเหมาะ (เหนือ) ส้มพอดี (อีสาน)

กระเจี๊ยบมีสรรพคุณแก้อ่อนเพลีย บำรุงกำลัง บำรุงธาตุ แก้ดีพิการ แก้ปัสสาวะพิการ แก้คอแห้งกระหายน้ำ แก้ความดันโลหิตสูง กัดเสมหะ แก้ไอ ขับเมือกมันในลำไส้ บำรุงโลหิต ลดอุณหภูมิในร่างกาย แก้โรคเบาหวาน แก้เส้นเลือดตีบตัน กลีบรองดอกของกระเจี๊ยบมีสารสีแดงจำพวก anthocyanin ทำให้มีสีม่วงแดง เช่น สาร cyanidin, delphinidin และมีกรดอินทรีย์หลายชนิด เช่น ascorbic acid, citric acid, malic acid และ tartaric acid กรดเหล่านี้ทำให้กระเจี๊ยบมีรสเปรี้ยว และยังพบมีวิตามินเอ Pectin และแร่ธาตุอื่นๆ ได้แก่ แคลเซียมในปริมาณสูงฟอสฟอรัส แมกนีเซียม เป็นต้น ใบและยอดอ่อนมีวิตามินเอ แคลเซียม และฟอสฟอรัสในปริมาณสูง ส่วนที่ใช้ประโยชน์ทางยา ราก ลำต้น ใบ ดอก กลีบเลี้ยง เมล็ด

ราก: แก้พยาธิตัวจี๊ด

ลำต้น: แก้พยาธิตัวจี๊ด

ใบ: รสเปรี้ยว ละลายเสมหะ แก้ไอ ขับเมือกมันในลำไส้ ทำให้โลหิตไหลเวียนดี ช่วยย่อยอาหาร หล่อลื่นลำไส้ ขับปัสสาวะ เป็นยาระบาย บำรุงธาตุ ต้นชะล้างแผล หรือตำพอกฝี แก้พยาธิตัวจี๊ด

ดอก: ลดไขมันในเลือด ลดความดัน ละลายเสมหะ ขับเมือกในลำไส้ให้ลงสู่ทวารหนัก ขับปัสสาวะ แก้นิ่ว แก้ไอ ทำให้สดชื่น ลดไข้ ขับน้ำดี แก้พยาธิตัวจี๊ด

กลีบเลี้ยง: แก้ความดันโลหิตสูง ลดไขมันในเลือด แก้กระหายน้ำ แก้นิ่ว รักษาแผลในกระเพาะ แก้อ่อนเพลีย บำรุงกำลัง บำรุงธาตุ แก้ดีพิการ แก้ปัสสาวะพิการ แก้เส้นเลือดตีบตัน แก้พยาธิตัวจี๊ด

เมล็ด: รสเมา บำรุงกำลัง บำรุงธาตุ ขับปัสสาวะ แก้ดีพิการ แก้อ่อนเพลีย เป็นยาระบาย ฆ่าพยาธิตัวจี๊ด


สรรพคุณทางยาของกระเจี๊ยบ


-กลีบเลี้ยง บดเป็นผงใช้ครั้งละ 1 ช้อนชา ชงน้ำร้อน 1 ถ้วยชา ดื่มเช้า กลางวันและเย็น รักษาโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ ช่วยย่อยอาหารประเภทไขมัน และลดไขมันในเลือด ป้องกันการจับตัวของไขมันในเลือด แก้อ่อนเพลีย บำรุงธาตุ ช่วยระบาย ลดกรดยูริกในปัสสาวะ ไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยเกาต์ ซึ่งต้องการขับกรดในเลือดออกมากับปัสสาวะ ป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน ตำราไทยใช้ใบและยอดอ่อนกับปัสสาวะ ป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน ตำราไทยใช้ใบและยอดอ่อนแก้ไอ มีวิตามินเอ สามารถต้านอนุมูลอิสระ


-เมล็ด ใช้เมล็ดแห้งบดละเอียดเป็นผงผสมน้ำหรือต้มน้ำดื่ม ลดไขมันในเลือด บำรุงธาตุ ขับน้ำดี ขับปัสสาวะ เป็นยาระบาย


-ยอดและใบ ช่วยย่อยอาหาร ขับน้ำดี แก้นิ่ว ลดไข้ ละลายเสมหะ แก้ไอ ขับปัสสาวะ หล่อลื่นลำไส้ ขับเมือกมันในลำไส้ลงสู่ทวารหนัก ใช้ตำพอกฝี หรือต้มเอาน้ำมาล้างแผล บำรุงเลือด และบำรุงธาตุ


ปัจจุบันมีการนำเอากระเจี๊ยบมาผลิตเป็นเครื่องดื่มมากมาย อาทิ ชาแดงจากกระเจี๊ยบที่มีสรรพคุณช่วยให้ระบบหายใจดีขึ้น บำรุงสายตา นมเปรี้ยวกระเจี๊ยบแดง นอกจากจะได้ประโยชน์จากนมแล้ว สีแดงที่ได้จากดอกและกลีบเลี้ยงจะมีสารแอนโธไซยานินและกรดธรรมชาติที่ชื่อซิตริก เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะช่วยย่อยอาหารประเภทไขมันได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ยังสามารถนำกระเจี๊ยบมาหมักทำไวน์แดง และหากนำไวน์แดงใช้ร่วมกับนมสดชโลมผิวกาย ใบหน้า จะทำให้ผิวพรรณสดใส ลบรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าและหางตา นอกจากนี้ ไวน์แดงยังเหมาะสำหรับทำเป็นน้ำยาที่ช่วยขจัดจุดด่างดำและฝ้าบนใบหน้าได้ดีมาก เพราะมีสารเมือกและกรดธรรมชาติที่สามารถลอกและชำระล้างเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วให้หลุดล่อนออก ใช้ประจำทั้งเช้าและเย็นผิวหน้าจะดูนุ่มนวล สดใส


หากเราจะยกให้กระเจี๊ยบเป็นสมุนไพรชั้นหนึ่งของคนไทยก็คงไม่ผิดนัก เพราะสามารถนำกระเจี๊ยบมาประกอบเป็นอาหาร ให้ทั้งความอร่อยและยังสามารถบำบัดโรคได้ หากจะนำมาดัดแปลงเป็นน้ำดื่มดับกระหายคลายร้อน หรือชาสมุนไพร ที่นอกจากมีรสชาติอร่อยชื่นใจแล้วยังกำนัลด้วยประโยชน์ต่อสุขภาพของเราอีกด้วย


และที่สำคัญกระเจี๊ยบนั้นสามารถช่วยขับปัสสาวะและช่วยป้องกันนิ่วรวมทั้งโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบอื่นๆ ได้อีกด้วย เนื่องจากปัสสาวะมีฤทธิ์เป็นกรด ช่วยป้องกันไม่ให้หินปูนจับตัวเป็นก้อนและยังทำให้ก้อนนิ่วขนาดเล็กๆ หลุดออกมาได้ โดยใช้กลีบเลี้ยง หรือกลีบรองดอกสีม่วงแดง ตากแห้งและบดเป็นผง ใช้ครั้งละ 1 ช้อนชา ชงกับน้ำเดือด 1 ถ้วย (250 ซีซี) ดื่มเฉพาะน้ำสีแดงใส วันละ 3 ครั้ง ติดต่อกันทุกวันจนกว่าอาการขัดเบา และอาการอื่นๆ จะหายไป

Thursday, January 20, 2011

สรุปผลการปลูกเสาวรส


ต้องยอมรับกับสังคมชนบทของไทยครับ ที่ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร เมื่อองค์ความรู้ถูกจำกัดไปที่ชุมชนเมือง สมองที่เกษตรกรส่วนใหญ่ลงทุนไปคือลูกหลานแห่แหนกันเข้าไปประกอบอาชีพในเมืองหมด ทำให้องค์ความรู้ที่สั่งสมมาด้วยกระบวนการศึกษาขั้นปริญญาตรีก็เข้าไปในเมืองด้วย หรือไม่ก็เข้าสู่ระบอบราชการ ที่เมื่อผู้น้อยเข้าไปแล้วก็ต้องหลอมละลายกลายเป็นขี้ข้ากินภาษีไปวันๆ แบกหน้าใหญ่หน้าโตเจอคนเฒ่าคนแก่มีปัญหาก็เบี้ยใบ้รายทางค่อยก้มลงมามอง

ผมโทษรัฐบาลนะแต่ไม่ใช่เน้นไปที่ชุดไหนแต่ทุกชุด แก้ระบบราชการใหญ่กว่าประชาชนไม่ได้สักทีทั้งๆที่ ถ้าไม่มีประชาชนเขาก็ไม่มีเงินเดือน จริงๆแล้วถ้าใครดูคู่เดือดที่ป๋อยืนตะโกนหน้าที่ว่าการ นั่นแหละสิ่งที่ราชการต้องทำ "หน้าที่ข้าราชการ ต้องรับใช้ประชาชน" พวกคุณลืมกันไปหมดแล้วมั้งราชการ

พอแล้วบ่นไปเท่านั้นครับ วันนี้ผมจึงมาขอเชิญชวนประชาชนทุกคนมาพึ่งตนเองแบบในหลวงกันดีกว่าครับ ขอพระองค์ทรงพระเกษมสำราญ อย่างน้อยผมคนหนึ่งที่ขอน้อมเอาคำสั่งสอนพระองค์มาใช้บ้าง เพราะพ่อหลวงได้ลงมือทำให้กับประชาชนของพระองค์มากกว่า ข้าราชการเสียอีก ผมอาจมีสิ่งที่ได้เปรียบชาวไร่ชาวนาทั่วไปมาก แต่ด้วยวัยวุฒิที่ยังไม่เพียงพอที่จะดึงความสนใจของผู้คนส่วนใหญ่ได้ตอนนี้จึงทำได้แค่ปฏิบัติให้เห็นผลเสียก่อน

บทสรุปเสาวรส ตอนแรกๆที่ผมเริ่มสนใจการปลูกเสาวรสนั้น ไม่ใช่ที่ตัวราคาแต่เป็นตรงส่วนที่พื้นที่ปลูกที่คนส่วนใหญ่ยังไม่ทำ และอีกประการณืหนึ่งคือตลาดที่ต้อนรับการแปลรูปที่ยังสดใสอยู่ นอกจากนั้นแล้วตัวเสารสเองยังให้ประโยชน์มากมาย สิ่งแรกที่ผมมองคือการแปลรูปส่งไปยังตลาดภายนอกพื้นที่ นี่คือมุมมองของผมเอง ส่วนมุมมองของเกษตรกรทั่วไป เขามองกันแบบนี้ครับ เสารสหรือกระทกรก มีคนปลูกแล้วมีโรงงานมารับซื้อ ราคาดีมาก คืนทุนเร็ว ไม่ต้องดูแลผลผลิตเยอะน่าทำ

คงมองเห็นความต่างของความคิดทั้งสองแล้วนะครับ การมองของเกษตรกรทั่วไปนั้น เราไม่ต้องเดาครับ คนได้เงินคือคนทำคนแรกแน่นอน ส่วนหลังๆ เมื่อโรงงานเห็นว่าตัวเสารสมีจำนวนมากไม่มีทางที่ราคาจะเท่าเดิมเพราะโรงงานต้องการ ลดต้นทุนการผลิตอยู่แล้ว แต่เกษตรกร ยิ่งต้องใส่ปุ๋ยดูแลให้ต้นได้ผลผลิตเยอะเท่าตัว แน่นอนครับปัจจุบัน ราคาของเสาวรสหล่นตุ๊บลงมาเหลือกิโลกรัมละไม่ถึงบาทแล้วทำไม เพราะโรงงานมีความเพียงพอต่อความต้องการ แต่ถามว่าเมื่อเสาวรสล้นตลาดแล้ว โรงงานแปรรูปลดราคาน้ำเสาวรสขวดไหม คำตอบคือไม่ครับใครได้เงินทีนี้ แน่นอนตัวโรงงาน

เวลาแบบนี้คนเรียนสูงๆรับราชการหนีหายไปไหน แต่ละอำเภอมีหน่วยงานเข้ามารับผิดชอบไหมไม่ แล้วเกษตรอำเภอมาทำสำมโนประชากรทำไมแต่ละปีว่าใครปลูกอะไรบ้าง เพียงเอาข้อมูลเข้าไปคำนวณภาษีที่ประชาชนจะจ่าย แค่นั้นหรือ นี่มันระบบข้าราชการขอทานชัดๆ ประเทศไทยหลายมหาวิทยาลัยเปิดหลักสูตรการทำอาหารการแปรรูปอาหาร วิทยาศาสตร์อาหาร การออกแบบผลิตภัณท์ แล้วคนเหล่านั้นหนีหายไปไหน ทำไมไม่ว่าจ้างมาที่อำเภอจัดเป็นหน่วยงานๆๆ มาอบรมเป็นที่ปรึกษาให้คนแต่ละท้องถิ่น จัดการการตลาด จัดให้เป็นผลิตภัณท์ของท้องถิ่น ไปเลย 1รัฐบาลมีโครงการ1อย่างพอเปลี่ยนแล้วอันที่ดีเอาไปทิ้งไหน คนบ้านนอกเขาไม่ด่าหรอกว่าลอกเลียนแบบ รัฐบาลก่อนต่อกันไปเลยพัฒนามันให้ดียิ่งกว่าสิ นี่หว่านเงินเข้ามาเพียงชั่ววูป แล้วคุณก็รู้กันว่าประชาชนคุณบ้านนอกโง่ เพราะหัวกะทิมันอยู่ในเมืองแล้วคุณบริหารในเมืองให้ดียังไงเอาใจคนเมืองมันดีกว่าได้มากกว่าอยู่แล้วนี่

พอแล้วบ่นมามากมาย เข้าเรื่องกันต่อครับ ปัจจุบันเสารสแถวบ้านแทบกวาดทิ้ง ผมละเสียดาย เพราะในต่างประเทศเขาทำทั้งน้ำส้มสายชู ซอส ไวน์ จำหน่ายกันราคาแสนงาม แต่ตอนนี้ที่ภูเรือทิ้งเป็นตันๆ พื้นที่ก็รกร้างไปด้วย ส่วนผมยังขาดต้นทุนการผลิตเพื่อส่งจำหน่ายครับยังทำได้ทีละน้อย คนทั่วไปในชุมชนเราชักชวนก็ไม่มีใครเอาด้วยเพราะว่าเรายังอายุน้อยอยู่

อีกไม่นาน ผมจะเริ่มลองวางจำหน่ายผลิตภัณท์ที่ผมวางแผนไว้เบื้อต้น เป็นการทดลองตลาด ซึ่งถ้ามันสำเร็จผมคิดว่ามันจะช่วยดึงคนในชุมชนเข้ามาเรียนรู้การทำมากขึ้น โดยส่วนนี้จะทำให้คนเหล่านั้นหันมาดูการทำเกษตรแบบที่ผมทำ ที่ในหลวงท่านทรงดำรัชเอาไว้เพื่อให้ชุมชนอยู่ได้และเป็นแนวทางให้น้องๆหลานๆหลายคนเรียนจบแล้วกลับมาที่ชุมชนบ้าง

*.*ปล.สำหรับใครที่อยากติดตามว่าผมจะทำอะไรจำหน่าย เข้าไปแอดผมในเฟสบุ๊คได้ที่ kittikorn_p@hotmail.com

Thursday, December 2, 2010

ประโยชน์ของสตอเบอร์รี่



ปัจจุบันสตอเบอร์รี่สามารถปลูกภายในประเทศไทยของเราได้แล้วในหลายพื้นที่ๆมีอากาศหนาวเย็น ทำให้เราๆท่านๆหาซื้อมารับประทานได้โดยง่าบและราคายังถูกกว่าราคานำเข้าเสียอีก วันนี้เราจะมาดูกันว่าสตอเบอร์รี่มีประโยชน์อะไรบ้างน่ารับประทานแค่ไหน

1.ดูแลสายตา

ปัญหาเกี่ยวกับดวงตาส่วนใหญ่จะเกิดจากอนุมูลอิสระ และการขาดสารอาหารบางชนิด และเมื่อเราอายุมากขึ้น ดวงตาของเรายิ่งถูกทำร้ายได้ง่าย ซ้ำร้ายความแก่ชราจะทำให้กล้ามเนื้อดวงตาเสื่อมสภาพ แต่สตรอวเบอร์รี่มีสารต้านอนุมูลอิสระ อย่างวิตามินซี ฟลาโวนอยด์ กรดฟีโนลิก และกรดเอลลาจิก ซึ่งช่วยชะลอกระบวนการดังกล่าว แถมยังมีโพแทสเซียมซึ่งช่วยปรับความดันในตาให้เป็นปกติอีกด้วย

2.ป้องกันโรคข้ออักเสบและโรคเกาต์

เมื่อกล้ามเนื้อถูกใช้งานนาน ๆ เข้า กล้ามเนื้อของเราก็มีแต่จะถดถอยของเหลว บริเวณข้อต่อกระดูก็จะเหือดแห้งลงไปเรื่อย ๆ และร่างกายก็สะสมสารพิษอย่างกรดยูริกเอาไว้มากขึ้น ๆ ทำให้โรคข้ออักเสบและโรคเกาต์ถามหา แต่อย่าห่วงไป เพราะเราสามารถขับไล่โรคทั้งสองได้ด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และสรรพคุณล้างพิษของสตรอวเบอร์รี่ค่ะ

3.กำราบโรคมะเร็ง

กินสตรอวเบอร์รี่ทุกวันสิคะเซลล์มะเร็ง และเนื้องอกต้องชิดซ้ายหลีกทางให้แก่สารต้านอนุมูลอิสระอย่างวิตามินซี โฟเลต และแอนโธไชยานินส์ ที่มีอยู่มากมายในสตรอวเบอร์รี่ค่ะ

4.ส่งเสริมการทำงานของสมอง

ยิ่งแก่ยิ่งขี้หลงขี้ลืม เพราะเนื้อเยื่อและเส้นประสาทในสมองเสื่อมสภาพจากอนุมูลอิสระตัวร้าย ซึ่งสตรอวเบอร์รี่ช่วยได้ เพราะมีวิตามินซี และไฟโตนิวเทรียนต์ ที่ทำให้อนุมูลอิสระหมดฤทธิ์ และคืนความอ่อนเยาว์ให้แก่ระบบประสาท แถมยังมีไอโอดีนที่ทำให้สมองและระบบประสาททำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

5.ลดความดันโลหิต

หากโซเดียมเป็นตัวการทำให้เกิดความดันโลหิตสูง สตรอวเบอร์รี่ก็มีโพแทสเซียมและแมกนีเซียมที่ช่วยปรับความดันให้เป็นปกติค่ะ

6.ปราบโรคหัวใจ

ใยอาหาร โฟเลต และสารต้านอนุมูลอิสระมากมาย จะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย แถมวิตามินบีบางชนิดที่พบได้ในสตรอวเบอร์รี่ จะเสริมสร้างกล้ามเนื้อหัวใจให้แข็งแรงอีกด้วย

แต่การปลูกสตอเบอร์รี่นั้นต้องดูแลเอาใจใส่อย่างมากเพราะเป็นพืชที่มีโรคและสตรูค่อนไปทางเยอะมากมายไม่ว่าจะเป็หนอน ราต่างๆจึงทำให้ผู้ปลูกต้องหันไปพึ่งพาสารเคมีในการดูแลรักษามากตามไปด้วย

ดังนั้นก่อนการรับประทานควรล้างให้สะอาด หรือแช่ในน้ำเกลือก่อนล้างด้วยน้ำสะอาดก่อนการรับประทานทุกครั้ง ยกเว้นการปลูกเอง หรือทานจากสวนที่ใช้การดูแลแบบธรรมชาติหรือการกางมุ้งจริงๆอันนี้ต้องแน่ใจจริงๆนะครับถึงจะสามารถเด็ดกินจากต้นได้

Tuesday, October 5, 2010

ฟักทองเหลืองอ๋อยแสนอร่อยแสนประโยชน์


ฟักทอง



หนึ่งในพืชสีเหลืองที่เรามักจะเห็นคนนำมาประกอบอาหารอยู่บ่อย ๆ ก็คือ "ฟักทอง" นั่นเอง เพราะ "ฟักทอง" สามารถประกอบอาหารคาว-หวานได้สารพัดเมนู จึงไม่แปลกที่ "ฟักทอง" จะเป็นอาหารจานโปรดของใครหลายคน

แล้วรู้ไหมคะว่า "ฟักทอง" นอกจากอิ่มอร่อยแล้ว ยังมีสรรพคุณทางยาอีกต่างหาก เอ้า...ถ้ายังไม่ทราบวันนี้เราขอเอาใจคนรัก "ฟักทอง" ด้วยการนำเรื่องราวประโยชน์ของ "ฟักทอง" มาเสิรฟ์ถึงมือคุณเลย

ฟักทอง เป็นพืชตระกูลมะระ ชนิดไม้เถาขนาดใหญ่ ผิวมีลักษณะขรุขระ เนื้อในสีเหลืองนิ่ม มีเมล็ดสีขาวแบน ๆ ติดอยู่ ซึ่งแต่ละส่วนของ "ฟักทอง" มีสรรพคุณทางมากมาย คือ

เนื้อฟักทอง มีวิตามินเอสูง รวมทั้งฟอสฟอรัส แคลเซียม วิตามินซี แป้ง และที่จะลืมไปไม่ได้เลยก็คือ "เบต้าแคโรทีน" ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระอยู่ในเนื้อสีเหลืองของฟักทอง สามารถช่วยลดการเกิดมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคหัวใจได้ แถมเบต้าแคโรทีน ยังช่วยต้านความชรา ป้องกันโรคผิวหนัง บรรเทาอาการปวดเมื่อยของข้อเข่า และบั้นเอวได้เป็นอย่างดี

เปลือกฟักทอง มีฤทธิ์ทางยามากมาย หากทานฟักทองทั้งเปลือก จะสามารถกระตุ้นการหลั่งอินซูลินในร่างกาย ซึ่งช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันการเกิดเบาหวาน ความดันโลหิต บำรุงตับ บำรุงไต บำรุงดวงตา และสร้างเซลล์ใหม่ทดแทนเซลล์ที่ตายไป ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ใบอ่อน มีวิตามินเอสูงเท่ากับเนื้อฟักทอง แต่มีแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูงกว่าในเนื้อ

ดอก มีวิตามินเอ ธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัส มีวิตามินซีเล็กน้อย

เมล็ด ประกอบด้วยแป้ง ฟอสฟอรัส โปรตีนและวิตามิน รวมทั้งสารที่ชื่อว่า "คิวเคอร์บิติน" (cucurbitine) ซึ่งมีฤทธิ์ในการฆ่าพยาธิตัวตืดได้ดี และยังช่วยขับปัสสาวะ ป้องกันการเกิดนิ่ว มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้ น้ำมันจากเมล็ดฟักทองยังช่วยบำรุงประสาทได้ดี และยังมีกรดอะมิโนบางชนิดที่ช่วยป้องกันไม่ให้ต่อมลูกหมากของผู้ชายขยายใหญ่ขึ้น และช่วยปรับระดับฮอร์โมนเพศชายที่ได้จากลูกอัณฑะให้อยู่ในระดับปกติ

ราก น้ำมาต้มน้ำใช้ดื่มแก้อาการไอได้ และยังช่วยบำรุงร่างกาย ถอนพิษของฝิ่นได้

เยื่อกลางผล สามารถนำมาพอกแผล แก้อาการฟกช้ำ อาการปวด อักเสบได้


ฟักทอง อาหารเพื่อคุณผู้หญิง

และสำหรับคุณผู้หญิงที่ต้องการลดน้ำหนัก "ฟักทอง" นี่แหละค่ะคือ "ตัวช่วย" ที่ดีตัวหนึ่งเลยทีเดียว เพราะฟักทองเป็นพืชที่มีกากใยมาก และมีแคลอรีไม่สูง ไขมันน้อย จึงไม่ทำให้อ้วน นอกจากนี้ในฟักทองมีวิตามินหลายชนิดในปริมาณสูง จะช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวพรรณของคุณสาว ๆ มีน้ำมีนวล แถมสายตายังดูปิ๊งอีกต่างหาก

นอกจากนี้ สำหรับสตรีหลังคลอดบุตร "ฟักทอง" ซึ่งมีฤทธิ์อุ่น จะช่วยย่อยอาหาร ทำให้กระเพาะอุ่น บำรุงกำลัง ลดอาการอักเสบ แก้ปวดได้อีกด้วย

ข้อควรระวังในการทาน "ฟักทอง"

เนื่องจาก "ฟักทอง" มีฤทธิ์อุ่น ดังนั้นคนที่ "กระเพาะร้อน" คือมีอาการเช่นกระหายน้ำ ปากเหม็น หิวง่าย ปัสสาวะเหลือง ท้องผูก เป็นแผลในช่องปาก เหงือกบวม ไม่ควรทานฟักทองมากเกินไป เพราะอาจกระตุ้นให้ร่างกายร้อนขึ้นได้นั่นเอง หรือแม้แต่ในคนปกติ การทานฟักทองมากเกินไป ก็อาจทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ไม่สบายท้องได้เช่นกัน

ได้เห็นประโยชน์ดี ๆ ของ "ฟักทอง" แล้วอย่าลืมหามาทานกันได้แล้วนะ