Saturday, August 28, 2010

อัปเดทราคา กระทกรก 28 สิงหาคม 2553

ช่วงนี้พ่อค้ากระทกรกที่รับเข้าโรงงานเริ่มวิ่งชนกันอีกครั้ง เปิดราคางวดแรกมาได้ดีทีเดียวครับ

8 บาท/ กก.



แต่ของผมเหี่ยวไปหลาย เถาว์ครับ เหตุเพราะลูกออกเยอะ ก้านรับน้ำหนักไม่ไหว เกิดหักพับครับ เลยทำให้เสียหายไปเหมือนกัน
มาคิดดูถ้าเอาไม้ไผ่มามัดให้เป็นราวให้คงดีกว่านี้ครับเพราะมันน่าจะรับน้ำหนักดีกว่า

Sunday, August 22, 2010

อะโวคาโด อาหารเพื่อสุขภาพ


พอดีที่บ้านแฟนปลูกได้อ่ะ ที่เลยครับผลสุกเยอะมากไม่ได้จำหน่ายครับ เลยเหลือล่วงหล่นทิ้งอื้อเลย มาดูกันสิว่ามันมีประโยชน์ยังไงมั่ง

อะโวคาโด ( Persea americana Mill.) เป็นไม้ผลที่มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาแถบเม็กซิโก กัวเตมาลา และหมู่เกาะเวสอินดีส อะโวคาโดเป็นไม้ยืนต้นที่ใช้ผลรับประทานกันมานานในอเมริกาและยุโรป เนื่องจากมีคุณค่าทางอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์ แต่ในประเทศไทยไม่เป็นที่นิยมบริโภคมากนักเนื่องจากประเทศไทยของเรานั้นมีผลไม้อยู่หลากหลายชนิด จึงมีทางเลือกการบริโภคผลไม้อีกมากมาย ทั้งนี้คนไทยนิยมบริโภคผลไม้ที่มีรสหวาน กลิ่นหอมนุ่มนวล ซึ่งรสชาติ และกลิ่นของอะโวคาโดไม่ได้อยู่ในความประทับใจของคนไทยเลย แต่เมื่อนำมาวิเคราะห์คุณค่าทางอาหารเมื่อเทียบกับผลไม้อื่นพบว่า อะโวคาโดมีคุณค่าทางอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าผลไม้ชนิดอื่น จึงถือว่าเป็น “อาหารเพื่อสุขภาพ” เพราะอุดมไปด้วยแร่ธาตุ และสารอาหารที่จำเป็นสำหรับร่างกาย ซึ่งประกอบด้วย




1เถ้าประกอบด้วยแคลเซียม เหล็ก โปแตสเซียม และแมกนีเซียม จาก Chatfield and Mclaughlin, 1931 เถ้าประกอบด้วยแคลเซียม เหล็ก โปแตสเซียม และแมกนีเซียม
จาก Chatfield and Mclaughlin, 1931

1. เนื้อผลประกอบด้วยไขมันชนิดไม่อิ่มตัว ประมาณ 4-20% แล้วแต่พันธุ์ โดยกรดไขมันในอะโวคาโด ร้อยละ 70 เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว ชนิด monounsaturater fatty acid ซึ่งกรดไขมันชนิดนี้มีประโยชน์ต่อร่างกายโดยช่วยลดปริมาณ LDL-cholesterol ซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลที่เป็นผลเสียต่อร่างกายและเพิ่มปริมาณ HDL-cholesterol ในเลือดซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลที่เป็นผลดีต่อร่างกาย มีประโยชน์ในการป้องกันโรคหัวใจซึ่งเป็นประโยชน์ในการลดไขมันในเส้นเลือดคนที่เป็นโรคไขมันในเลือดสูงก็บริโภคผลไม้ชนิดนี้ได้ และใช้ลดน้ำหนักได้ดี เพราะปริมาณคาร์โบไฮเดรตต่ำ แต่มีน้ำตาลต่ำ ดังนั้นผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานจึงสามารถบริโภคผลไม้ชนิดนี้ได้

2. น้ำมันอะโวคาโด (Avocado oil) เป็นน้ำมันสกัดจากเนื้อของผลอะโวคาโด เป็นน้ำมันที่ดูดซึมสู่ผิวหนังได้ดีที่สุดเมื่อเทียบกับน้ำมันข้าวโพด น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันอัลมอนด์ และน้ำมันมะกอก ประกอบด้วยวิตามินอี กรดไขมัน linoleic และ oleic, phytosterol ใช้นวดศีรษะเร่งการงอกของผม น้ำมันนี้มีกลิ่นคล้ายเมล็ดถั่ว คงตัวดี น้ำมันที่ใช้ในการปรุงอาหารก็มีส่วนช่วยให้วิตามิน และสารอาหารที่ละลายในไขมันสามารถถูกดูดซึมนำไปใช้ได้ สลัดผักจำพวกผักใบเขียว อย่างผักโขม เลตตูซ มะเขือเทศ และแครอท ที่ใช้น้ำมันสลัดที่ปราศจากไขมัน จะทำให้คาโรทีนอยด์ที่ละลายในไขมันซึ่งอยู่ในพืชผักเหล่านี้ไม่สามารถูกดูดซึมนำไปใช้ได้ ไขมันที่อยู่ในอะโวคาโดช่วยในการดูดซึมคาโรทีนอยด์ที่ช่วยต่อต้านโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไลโคพีนในมะเขือเทศ เบต้า-แคโรทีนในผักสีส้ม และลูทีนในผักใบเขียว



3. วิตามินสูง ประกอบด้วย วิตามิน เอ(เบต้าแคโรทีน) ช่วยบำรุงสายตา วิตามินบีช่วยป้องกันโรคเหน็บชา ปากนกกระจอก วิตามินซีช่วยป้องกันหวัด เลือดออกตามไรฟัน และโดยเฉพาะวิตามินอี ซึ่งเป็นสาร antioxidant ที่มีคุณค่าในการปกป้องเซลล์ร่างกายจากมลพิษทางอากาศ น้ำ และอาหาร ป้องกันร่างกายจากโรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ และโรคหัวใจ ในผู้ใหญ่ควรบริโภควิตามินอีอย่างน้อย 10 mg ต่อวัน ผู้หญิงในอเมริกาใต้และเม็กซิโกใช้ผลอะโวคาโดสดสำหรับบำรุงเส้นผมและผิวพรรณมานับพันปีแล้ว โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวแห้ง ให้นำอะโวคาโดมาบดผสมกับกล้วยหอมสุข และน้ำผึ้ง ในอัตรส่วน 1:1:1 ช้อนชา ผสมให้เข้ากันแล้วทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 15 – 20 นาที แล้วล้างออก คุณก็จะมีผิวพรรณที่ชุ่มชื่นมีชีวิตชีวา และยังใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญเพื่อการสกัดน้ำมันในอุตสาหกรรมทำเครื่องสำอางประทินผิวต่าง ๆ

4. อุดมไปด้วยแร่ธาตุ และสารอาหารที่จำเป็นสำหรับร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นโซเดียม โพแทสเซียม โฟเลต ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดคอเลสเตอรอล โดยเฉพาะโฟเลตนั้น เป็นสารอาหารที่สำคัญสำหรับหญิงที่ตั้งครรภ์ เนื่องจากโฟเลตเป็สารอาหารที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตและสร้างเนื้อเยื่อของทารก คนไทยสมัยก่อนใช้กล้วยเป็นอาหารเลี้ยงทารก อะโวคาโดก็เช่นกันสามารถใช้เป็นอาหารเลี้ยงทารกได้โดยอาจใช้เนื้ออะโวคาโดสุกป้อนเด็กทารกโดยตรงหรือผสมกับกล้วยน้ำว้าสุกอัตราส่วน 1:1

5. โปรตีนสูงกว่าผลไม้สดอื่น ๆ ประมาณ 0.8 – 1.7 % โดยให้ค่า พลังงานความร้อนต่อร่างกายสูงแต่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตต่ำ เป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย มีเยื่อใยสูง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อระบบขับถ่าย

ประโยชน์มากอย่างนี้หวังว่าคนไทยจะหันมาบริโภคอะโวคาโดกันมากขึ้น โดยสามารถนำอะโวคาโดมาจิ้มน้ำพริกแทนผัก ทำสลัด ไอศกรีม ซูชิ อะโวคาโด-ลอดช่องน้ำกะทิ ทาขนมปังแทนเนย รับประทานกับน้ำตาล รสหวาน มัน โรยเกลือป่นรสจะเค็ม ๆ มัน ๆ เราลองมาทำอาหารอร่อย ที่ปรุงง่ายจากอะโวคาโดกันดีกว่า

AVOCADO BALL SALAD

เครื่องปรุง
กุ้งต้มสุก น้ำสลัดแบบฝรั่งเศส มายองเนส 6 ช้อนโต๊ะ อะโวคาโด 1 ผล น้ำมะนาวฝรั่ง (lemon หาซื้อได้ตามซูปเปอร์มาร์เก็ต) ผักสลัด หรือผลไม้
วิธีทำ
1. นำกุ้งต้มใส่ชามคลุกเคล้ากับน้ำสลัดฝรั่งเศสหมักล่วงหน้าไว้ 1 ชั่วโมง จากนั้นเทน้ำสลัดแยกออกไป แล้วนำมายองเนสมาคลุกกับกุ้งในชาม
2. ล้างผลอะโวคาโดให้สะอาด ไม่ต้องปอกเปลือก ใช้มีดคมผ่าครึ่งผลตามแนวนอน แบ่งสองส่วนออกจากกันแล้วใช้ช้อนตักไอศครีมตักให้มีลักษณะกลม หรือแกะเม็ดออกบีบน้ำมะนาวชะโลมในผลอะโวคาโดแล้วตักส่วนผสมกุ้งกับมายองเนสใส่ลงไปกลางผล กะปริมาณพองาม นำลงวางบนจานแล้วแต่งด้วยผักสลัดที่จะรับประทานด้วยกัน



AVOCADO SALAD PLATE

ส่วนผสม
เจลาติน (ไม่มีกลิ่น) 1 ช้อนชา น้ำสัปปะรด หรือน้ำเย็น 1/4ถ้วย
อะโวคาโดสุก (1 1/2ปอนด์) 1 ผล น้ำมะนาว 2 ช้อนชา
น้ำหัวหอม 1 1/2ช้อนชา (ถ้าชอบ) น้ำตาล 1/2- 1/4ช้อนชา (ถ้าชอบ)
เกลือ 3/4ช้อนชา มายองเนส 3/4 ถ้วย

วิธีทำ
เลือกผลอะโวคาโดที่สุก และมีลักษณะดี นำมาปอกเปลือก แล้วมาบดผ่านตะแกรง เติมน้ำมะนาว น้ำตาลและเกลือ โรยผลเจลาตินลงในน้ำสับปะรด หรือน้ำเย็น ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที แล้วน้ำไปอุ่นในน้ำร้อนจนกระทั่งละลาย แล้วเติมมายองเนส คนให้เข้ากันดี นำไปราดบน อะโวคาโดที่เตรียมไว้ เสิร์ฟได้ทันที

อโวกาโด – ลอดช่อง น้ำกะทิ

ส่วนผสม
อะโวคาโดลูกขนาดพอเหมาะ พร้อมรับประทาน
ลอดช่อง ตัวสีเขียว น้ำกะทิสด
น้ำตาลปี๊ป เกลือ

วิธีทำ
ผสมน้ำตาลปี๊ป และน้ำกะทิ เพื่อทำน้ำกะทิลอดช่อง ทิ้งไว้ให้เย็น เมื่อต้องการเสิร์ฟ ให้นำอะโวคาโดมาผ่าครึ่ง นำเม็ดในออกใส่ลอดช่อง ราดด้วยน้ำกะทิ ใส่น้ำแข็งได้ตามชอบ

ไอศครีมอะโวคาโด

อะโวคาโดสุก 1 ผล
โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 300 กรัม
น้ำผึ้ง 3 ช้อนโต๊ะ
ผลไม้ตกแต่งตามชอบ เช่น มะม่วง สตอเบอรี่ ส้ม เป็นต้น


ไอศครีมอะโวคาโด

อะโวคาโดสุก 1 ผล
โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 300 กรัม
น้ำผึ้ง 3 ช้อนโต๊ะ
ผลไม้ตกแต่งตามชอบ เช่น มะม่วง สตอเบอรี่ ส้ม เป็นต้น
วิธีทำ
นำโยเกิร์ต 300 กรัมใส่ลงในถ้วย นำอะโวคาโดมาผ่าครึ่งแล้วควักเนื้อใส่ลงไปในโยเกิร์ต เพิ่มความหวานด้วยน้ำผึ้ง 3 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากัน แล้วนำไปใส่ในเครื่องปั่นทำไอศครีม ใช้เวลาประมาณ 20 – 30 นาที ตักใส่ถ้วย ตกแต่งด้วยผลไม้ตามต้องการ

Friday, May 28, 2010

เริ่มฤดู กระทกรกออกผลผลิต

เข้าเดือนพฤษภาคมแล้ว ค่อนมาปลายเดือนเริ่มมีฝนหลานระลอกเข้ามายังพื้นที่ สีเขียวชอุ่ม เกิดขึ้นเกือบทุกๆที่ใบไม้ผลิตใบกันยกใหญ่รวมทั้ง พรมลอยฟ้าอย่างกระทกรกด้วย เมื่อปีที่แล้ว ที่สวนว่าที่พ่อตาผมเขาลงไว้สักร้อยหลักตอนนี้ เริ่มที่จะเห็นดอกแล้ว บางต้นก็มีลูกแล้วแต่เป็นลูกชุดแรกคงยังไม่มากมายนัก อีกทั้งเครือ เจ้ากระทกรกบางเครือมันก็ไม่ได้คลุมมากมาย ก็จะมีให้เห็นบาง แต่ช่วงนี้หลาย สวนออกกันเยอะเหมือนกัน ผมมาลองสังเกตุการโตของผลมันดูดีๆ มันใช้เวลาน้อยจริงๆถ้ามีน้ำมากๆนี่ จากวันที่ดอกออกสองอาทิตย์มันก็โตเกือบๆจะเท่ากำปั้นเลย อาจเป็นเพราะเหตุผลนี้กระมังที่ทำให้ การเก็บผลผลิตของกระทกรก ว่ากันเป็นอาทิตย์ต่ออาทิตย์นั่นคือ เก็บผลผลิตทุกอาทิตย์ สิ่งที่ผมอยากรู้อีกอย่างตอนนี้คือ ราคาตามท้องตลาด เมื่อต้นเดือนผมไปซื้อมาทานจากตลาดก็โลละประมาณ 20 กว่าบาทได้ อันนี้เขาขายเป็นลูกนะเอามากินสดๆ โอ้วรสชาติมันถ้าแบบสดๆละก็ยิ่งกว่ามะนาวอีกแต่ขอบอกว่าถ้าเติมน้ำผึ้งสดๆหน่อย ก็อร่อยเหาะเหมือนกัน ตอนนี้ก็รอเก็บผลมัน จะว่าไปไอ้นี่ก็น่าทำนะเพราะไม่ต้องดูแลมากไม่มีการใส่ปุ๋ยให้มากค่าใช้จ่ายเลย แถมไม่ต้องฉีดยาด้วย แต่ก็ต้องดูว่าทางรัฐเขาจะเข้ามาสนับสนุนเรื่องตลาดมากน้อยแค่ไหน หรือจะมัววุ่นแต่ไล่จับแม้วกับ ห่วงเรื่องอำนาจก็ไม่รู้ ส่วนพวกเสื้อต่างๆมันก็บ้าดีเดือด มีตั้งสามสี่ก๊ก โอ้วเยอะกว่าสามก๊กของจีนอีก เฮ้อเหนื่อยสงสัยต้องดำเนินชีวิตตามแบบลุงผาย แล้วสิผมว่า

เดี๋ยวไว้ผมจะมาแก้บทความนี้อีกทีเพราะ ผมกะจะเอารูปที่เป็นผลกะดอกมันมาให้ดู ครับ

Tuesday, December 15, 2009

กระทกรก (ภาคต่อ ภาคทำเงิน)

เมื่อบทความที่แล้วผมก็ได้นำเสนอเจ้าสรรพคุณของกระทกรกไปแล้ว ช่วงนี้แถวเลยเขาฮือฮา กันใหญ่ก็เรื่องกระทกรกนี่แหละว่ากันว่ามีคนทำสวนกระทกรกส่ง โรงงาน 20 กว่าไร่นี่ นับเงินกันอาทิตย์ละแสน ผมไม่ได้พูดผิดนะครับอาทิตย์เป็นแสน ไม่ก็เฉียดแสน แหม๋จะว่าไปผมก็เสียดายจริงๆเพราะตอนแรกกะว่ากลับมาจะมาปลูกกระทกรกซะหน่อยแต่แฟนผมเขาไม่เอาด้วยเลย ไม่ได้ทำตอนนี้ก็นั่งอิจฉาคนอื่นเขาไป เข้าเรื่องดีกว่า ว่าทำไมเจ้ากระทกรก ดันมาเป็นพืชเศรษฐกิจของคนที่นี่กันเลย ว่ากันว่ามีโรงงานแปรรูปกระทกรก ทำเป็นน้ำกระทกรก ส่งไปทางประเทศนอกกัน แต่ตอนนี้ที่นี่ทำกันทุกหลังคาเรือน ถ้าเทียบราคากับค่าใช้จ่ายการดูแลที่ไม่ต้องใส่ปุ๋ยเคมี ไม่มีการฉีดยา ต้องการแค่ปุ๋ยคอกปุ๋ยหมักกับ การให้น้ำสม่ำเสมอแล้ว ผู้ปลูกลดค่าใช้จ่ายไปเยอะแยะมากมาย รวมถึงราคารับซื้อที่ถึงแม้จะแค่โลละ 10 บาท แค่ต้นทุนที่ต่ำมาก และผลผลิตที่ให้มีจำนวนมาก ทำให้ได้เงินกันเป็นกอบเป็นกำ จนตอนนี้ จนาดต้นกล้ามันยังต้อง ไปดั้นด้นหามาต้นละ 5 บาทกันเลยทีเดียว ซึ่งตอนนี้ผมก็ได้กล้าต้นพันธุ์ทั้งแบบลูกเหลืองและลูกลายม่วงไว้ร่วมพันต้น เห็นว่าแม่แฟนผมเขาจะเอาไปปลูกแต่ยังหาที่ลงไม่ได้เลย ด้วยอยากนับเงินทุกอาทิตย์อย่างคนอื่นเขา แต่ตอนนี้ผมเองก็มองๆ ว่าเอ๋ถ้าทุกคนทำกันหมดจะมีโอกาสไหมที่ราคาจะต่ำลงมา ซึ่งได้พูดคุยกับชาวบ้านที่ทำทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าถึงลงมาสักครึ่งก็ยังยิ้มกันแก้มปริเพราะ ลงทุนน้อยไม่ต้องดูแลมาก ให้ผลผลิตเยอะ ทำให้ทุกคนยังยอมรับได้

แต่ผมยังไม่ได้ลงไปศึกษาว่าพื้นที่การเพาะปลูกนั้นมีจำกัดเรื่องใดบ้าง ปลูกกันได้ทุกพื้นที่ไหม หรือว่าต้องการอากาศร้อนเย็นแค่ไหนถึงจะให้ผลผลิตที่น่าพอใจ เพราะถ้าผมมองในเมื่อถ้าปลูกได้ทุกที่ผมก็จะไปเสนอให้คนพื้นที่อื่นปลูกแล้วผมจะไป รับซื้อมาส่งโรงงานอีกที ซึ่งคงต้องศึกษากันอีกที แต่ตอนนี้ที่แน่ๆ แม่แฟนผมคงปลูกไอ้พันกว่าๆไม่หมดแน่เพราะว่า พื้นที่ปลูก 1 ไร่ใช้ต้นกล้า แค่ 175 ต้นเท่านั้นเอง ซึ่งพื้นที่ๆแกจะปลูกมีแค่ห้าไร่

ก็ขอฝากไว้เลยครับว่าหากท่านใดมีข้อมูล หรือปลูกแล้ว หรือสนใจปลูกก็มาแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกันได้ครับ หรือท่านใดสนใจต้นกล้าก็โทรมาขอทราบราคารายละเอียดกันได้ที่ 0851538821 (กิต) ได้เลยครับ

โอกาสต่อไปคงได้คุยเรื่องนี้กันเยอะขึ้นครับเพราะคนใกล้ตัวได้ลงมือทำไปแล้ว แต่ผมยังสนใจเรื่องทับทิมและน้ำทับทิมคั้นอยู่เลย เดียวครั้งต่อไปจะเสนอการปลูกและการดูแลรักษาต่อไปครับ วันนี้คงคร่าวๆไว้เท่านี้ก่อน

สิ้นปีแล้ว ปีใหม่ขอให้สุขสวัสดีทุกท่านครับ

Tuesday, July 28, 2009

กระทกรก หลังบ้าน



หลายวันมานี้ได้เดินไปส่วนชานหลังบ้าน เหลือบดูเถาว์ไม้ที่พันอยู่เต็มต้นมะพร้าว บังเอิญเจอลูก กระทกรกระโยงระยางเหมือนกับ ดวงไฟ ห้อยตามร้านอาหาร เข้าฤดูฝนแล้วเจ้ากระทกรกนี่ ออกลูกเต็มเถาว์ทุกปี ส่วนแม่แฟนผมก็ขยันทำน้ำกระทกรกตุนไว้ เต็มตู้เย็นทุกปีไปเช่นกัน ว่าแล้วเอ๋ ผมชักอยากรู้แล้วสิโดยส่วนใหญ่ผลไม้ไทยนี่ มักมีสรรพคุณร้อยแปด วันนี้เลยอยากเสนอ สรรพคุณของเจ้ากระทกรกดูตามผมไปดูกันเลยครับว่าสรรพคุณเขาจะสุดสะแด๋วแค่ไหน

ลักษณะทั่วไป :
ต้น : เป็นพรรณไม้ที่มีลำต้นเป็นเถา ลักษณะลำเถามีหนามขึ้นห่างห่าง เนื้อไม้มีสีขาว
ใบ : ใบมีลักษณะปลายใบเรียวแหลม ริมขอบใบเรียบไม่มีหยัก เนื้อไม้บาง ลักษณะของใบคล้ายใบมะยม แต่มีขนาดใหญ่กว่า ใบออกดกทึบ
ดอก : ดอกออกเป็นกระจุกตามบริเวณง่ามใบ ดอกมีขนาดสีขาว
ผล : ผลมีลักษณะรี หรือกลม มีขนาดเท่ากับเมล็ดบัว
ส่วนที่ใช้ : เนื้อไม้ เปลือก เมล็ด ราก ใบ

สรรพคุณ :

-เนื้อไม้ มีรสชาติฝาดเฝื่อนเล็กน้อย ใช้เป็นยาคุมธาตุถอนพิษเบื่อเมาทุกชนิด รักษาบาดแผล
-เปลือก นำมาต้มรมแผลที่เน่าเปื่อย ทำให้แผลแห้ง
-เมล็ด ทาท้องเด็ก แก้ท้องอืด ทำให้ผายลม วิธีใช้โดยการ ตำเมล็ดให้ละเอียด และผสมกับน้ำสับปะรดลนควันให้อุ่น และใช้ทาท้องเด็ก
-ราก ต้มน้ำดื่ม แก้ไข้ แก้กามโรค
-ใบ นำมาตำให้ละเอียดคั้นเอาน้ำดื่มเป็นยาเบื่อ ขับพยาธิ หรือตำให้ละเอียดเอากากสุมศีรษะ แก้ปวดศีรษ

Monday, May 18, 2009

ขิงกับผมร่วง


ด้วยตัวผมเองเป็นคน ผมเส้นเล็ก แต่ปัจจุบันมันชักจะไม่ใช่แค่เส้นเล็กแล้วสิครับ ดูมันหายไปกะสายน้ำระหว่างอาบน้ำทุกวันเลย ดังนั้นข้อมูลนี้จึงเกิดขึ้นครับ ได้ทราบข่าวมานานพอสมควรว่า สมุนไพรบ้านเรานี่สรรพคุณ ชะงัดนักแล เลยลองหาคำว่า แก้ผมร่วงดูเลยได้ข้อมูลดีๆมาฝากกับครับ


ขิงกับการแก้ผมร่วง
ขิง     ถือเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่ง ที่มีสารพัดประโยชน์ และหนึ่งในประโยชน์ของขิง คือ สามารถแก้ผมร่วงได้
วิธีการ
คือ นำเหง้าขิงขนาดเท่าหัวแม่มือมาอังไฟให้อุ่นจัด แล้วนำไปบดให้ละเอียด จากนั้นก็นำมาทาให้ทั่วหนังศีรษะ น้ำมันในขิงจะช่วยกระตุ้นการงอกของเส้นผม ทำให้ผมที่ขึ้นมาใหม่มีความแข็งแรงด้วย

ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

Wednesday, April 29, 2009

น้ำทับทิม" ยับยั้งของเซลล์มะเร็ง

โดย สยามดารา 2007-08-27 17:49:34


ผลทับทิมมีวิตามินมากมายหลายชนิด รวมทั้งแมกนีเซียมและแคลเซียม ซึ่งมีประโยชน์ต่อระบบฟอกโลหิต
ทับทิม, หมากพิลา, พิลา

ทุกท่านคงเคยเห็นลูกทับทิมกันแล้ว เป็นผลไม้ที่สวยงามและมีกลิ่นหอมมาก ทับทิมสามารถปลูกได้ในประเทศไทย แต่ที่แท้จริงเป็นผลไม้ที่มีต้นกำเนิดมาจากเปอร์เซีย (ประเทศอิหร่านในปัจจุบัน) และมีแถบอินเดียตอนเหนือบริเวณเทือกเขาหิมาลัย ในเมืองไทย



ทับทิมดูจะเป็นผลไม้ที่ศักดิ์สิทธิ์ และเป็นที่นิยมนำไปถวายแก่พระแม่กวนอิม ในประวัติศาสตร์พบว่าได้มีการนำทับทิมมาทำเป็นยารักษาโรคตั้งแต่ 8,000 ปีมาแล้วในประเทศเปอร์เซียโบราณมีความเชื่อว่า คุณค่าทางอาหารทุกชนิดที่มีอยู่ในผลไม้ต่างๆ นั้น รวมกันอยู่ในทับทิม ทับทิมจึงเป็นสัญลักษณ์ของผลไม้ ถือว่าเป็นผลไม้จากสวรรค์หรือเป็นของขวัญจากพระเจ้า

ในผลทับทิมมีวิตามินมากมายหลายชนิด รวมทั้งแมกนีเซียมและแคลเซียม ซึ่งมีประโยชน์ต่อระบบฟอกโลหิต และระบบการหมุนเวียนในร่างกาย ในตำราแพทย์โบราณของเปอร์เซีย (ซึ่งถือว่าเป็นต้นตำรับของวิชาแพทย์ตะวันตกในปัจจุบัน) ระบุว่าทับทิมมีประโยชน์ดังต่อไปนี้

* การฟื้นฟูสู่สภาพเดิมของหัวใจและตับ

* การฟอกไตและท่อปัสสาวะ

* สมรรถนะในการส่งเสริมการย่อย

* ขจัดไขมันส่วนเกิด

* เป็นยาบำรุงกำลัง

* ช่วยป้องกันการแพ้ท้อง

* ช่วยปรับฮอร์โมนในวัยหมดประจำเดือน

* ปรับปรุงระบบการฟอกและหมุนเวียนโลหิต

* การฟื้นฟูจากโรคเบาหวาน

* สมรรถนะในการกลั้นเสมหะ

* ต่อต้านการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศและเพิ่มพลัง

* ป้องกันโรคขี้หลงขี้ลืมในผู้สูงอายุ

* ทำให้ผิวหน้าสวย



การวิจัยทางการแพทย์ของสหรัฐอเมริกา พบว่าในน้ำทับทิมมีสารต้านนอนุมูลอิสระหลายชนิด และมีประสิทธิภาพสูงมาก งานวิจัยแรกพบว่าสารจากน้ำทับทิม สามารถลดภาวะการแข็งตัวของเส้นเลือด จากไขมันในเลือดสูงได้ อีกรายงานยังสรุปว่าทำให้เส้นเลือดที่หนาตัวและมีไขมันสะสม ซึ่งเป็นเส้นเลือดที่ไม่ดี มีความหนาตัวลดลง และลดไขมันที่สะสมลงอีกด้วย



มีรายงานการให้สารจากทับทิมในหนูทดลอง ก่อนที่จะให้สารพิษคาร์บอนเตตราคลอไรด์ต่อตับ พบว่าหนูที่ได้รับสารจากทับทิมมีฤทธิ์ป้องกันการเป็นพิษต่อตับได้จริง ยังมีงานวิจัยอีกว่า ทั้งในรูปน้ำสดและผ่านการหมักต่อเซลล์มะเร็งหน้าอกของคน พบว่ามีฤทธิ์ในการยับยั้งของเซลล์มะเร็งได้จริงอีกด้วย